Social Media แบบไหน ขายอะไรแล้วรุ่ง ไม่ร่วง!!

G VIllage Team

 
blur-business-computer-230544.jpg
 

เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะทำธุรกิจประเภทไหน ขายสินค้าอะไรก็ย่อมต้องใช้ Social media เป็นช่องทางสำคัญในการทำงานเพื่อสื่อสารทั้งสิ้น เพราะ Social media เข้ามามีผลโดยตรงต่อผู้บริโภคในยุคนี้อย่างมาก ทุกคนล้วนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้น การเข้าใจถึงธรรมชาติของ Social media จึงเป็นเรื่องสำคัญ

วันนี้ Gvillage Co-creation hub จึงเลือกที่จะเล่า 7 ชนิดของ Social media มาอธิบายว่า ขายอะไรแล้วจะรุ่ง ขายอะไรแล้วจะร่วง!

1.Social Networking Sites : Facebook, Twitter, LinkedIn

เป็นประเภทของ Social media ที่แพร่หลายและครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้มากที่สุด จึงเหมาะสำหรับการ Hard sell หรือขายของโดยตรง และสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภคได้ในวงกว้าง รวมถึงสามารถใช้ตอบโต้กับผู้บริโภคได้ในทันทีผ่านช่องทางการแช็ตและการคอมเมนต์

ข้อเสียของ Social Networking Sites มีการปรับปรุงระบบแทบจะตลอดเวลา ทำให้บางครั้งเนื้อหาไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากเท่าที่ควร ผู้ค้าจึงต้องปรับตัวให้ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ และควรมีหน้าเว็บไซต์หลักเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา

 

2.Bookmarking Sites : StumbleUpon, Kaboodle

อาจเป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยไม่คุ้นเคยนัก แต่ Bookmarking Sites มีข้อดีหลายอย่าง เช่นการที่ผู้ใช้สามารถให้คะแนนเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้และสามารถค้นหาเรื่องราวที่สนใจตามแท็กต่างๆ พร้อมทั้งสามารถใช้ลงบทความได้รับการรีวิวจากผู้บริโภคด้วย จึงเหมาะสำหรับการใช้กับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้น ต้องการกระแสแบบปากต่อปาก

           

3.Image Sharing and Messaging Sites :  Instagram, Pinterest, Snapchat

เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องขาย “ภาพ” เป็นส่วนสำคัญ อย่างเรื่องของแฟชั่น ความงามการถ่ายภาพ หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับการเดินทาง หรือแม้แต่อาหารที่ต้องการภาพเพื่อบอกเล่าเรื่องราวในตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยเนื้อหาที่ซับซ้อนมากนัก นอกจากนั้น Image Sharing and Messaging Sites เหมาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ค้าต้องการโฆษณาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องผลักดันยอดขายอย่างหนัก แต่ลักษณะของแพลตฟอร์มนี้มีข้อควรระวัง คือ คุณภาพของรูป จะต้องเลือกใช้รูปภาพที่คุณภาพอยู่ในระดับดีทั้งในด้านของขนาดและดีไซน์

 

4.Video Sharing Sites : YouTube, Vimeo

ปัจจุบันเนื้อหาประเภทวิดีโอได้รับความนิยมอย่างมาก มากกว่าเนื้อหาประเภทรูปภาพและข้อความ จนนักพัฒนา Site ประเภทต่างๆ  อย่าง Facebook และ Twitter หันมาพัฒนาให้แพลตฟอร์มวิดีโอมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น แต่ YouTube ก็ยังได้รับความนิยมในการใช้งานอยู่ โดยเนื้อหาประเภทวิดีโอใน Video Sharing Sites จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่องที่ต้องการจะสื่อได้ง่ายขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ ถ้ามีเนื้อหาประเภทวิดีโอมากเกินไปพร้อมๆ กันจะทำให้เกิดความงุนงงมากกว่าความสนใจ

 

5.Social Blogging Sites : Medium, Tumblr

เหมาะสำหรับการลงเนื้อหาประเภทยาวมากกว่าเดิมหรือเนื้อหาเฉพาะบางอย่าง สำหรับกลุ่มลูกค้าและกลุ่มที่เป็นเป้าหมาย รวมถึงกลุ่มอื่นๆ นอกจากนั้นด้วย แต่เนื่องจากปัจจุบันมี Social Blogging Sites จำนวนมากจึงสำคัญมากที่จะต้องเพิ่มการคลิกเข้าสู่หน้าของเราเองมากขึ้น โดย Social Blogging Sites สามารถใช้ทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น ประชาสัมพันธ์ การวางตำแหน่งในตลาดให้กับบริษัทหรือองค์กร การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บนเว็บไซต์ในระยะยาว เป็นต้น  

 

6.Social Community and Discussion Sites : Pantip, Google groups, Reddit, Quora

แพลตฟอร์มในลักษณะนี้เหมาะสำหรับที่ผู้ค้าจะใช้ทำความเข้าใจและสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดจนถึงระดับล่างและเป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานมากขึ้น โดยข้อควรระวังของการใช้ Social Community and Discussion Sites อย่าง Pantip หรือ Google groups คือ ต้องไม่ใช้เพื่อขายสินค้าโดยตรง แต่ต้องใช้ตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเท่านั้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และจริงใจต่อผู้บริโภคของผู้ค้า

Social media แต่ละรูปแบบนั้นเหมาะสมกับสินค้าและบริการต่างกัน ผู้ค้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีครบทุกรูปแบบ เพียงเลือกรูปแบบที่เหมาะกับสินค้าและบริการของตนเท่าที่จำเป็นและเห็นว่าสำคัญ และสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือใส่ใจกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทำการสื่อสารค่ะ

 

 







G Village Team
Creative Community open for creative+artist to meet with Brand owners to inspire the ideas, co-creating and producing creative works ( Design I TV I Vdo I Web+Mobile I Photography )with full ranges of facilities and equipments support in one roof.