เทรนด์ ศิลปินXแบรนด์

G VIllage Team

สำหรับศิลปินหน้าใหม่บางคน การได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ ๆ ที่สามารถสนับสนุนการออกอัลบั้ม โปรโมท และทำการตลาดให้ เปรียบเสมือนจุดหมายและจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในเส้นทางสายนักร้อง แต่เทรนด์การทำสัญญาของศิลปินส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว

เพื่อความกระจ่างชัด จะขออธิบายเรื่องการทำสัญญาระหว่างศิลปินกับค่ายเพลงก่อน ในปัจจุบันรูปแบบของสัญญาของศิลปินมีความหลากหลายขึ้นมาก แต่สัญญาที่เป็นมาตรฐานและออริจินอลที่สุดคือ ‘สัญญา 360’ ซึ่งเนื้อหาก็ตามชื่อของมัน นั่นคือรายได้ทุกทาง 360 องศาของศิลปินจะต้องแบ่งให้กับค่ายเพลง แลกเปลี่ยนกับการลงทุนเพื่อทำอัลบั้มและโปรโมทให้ นอกจากนี้ก็มีแบบ ‘กิจการร่วมค้า (Joint Venture)’ ศิลปินและค่ายเพลงตกลงกันร่วมค้าเพลงหรืออัลบั้มตามแต่ข้อตกลงที่เห็นร่วมกัน ส่วนรูปแบบที่ใหม่ที่สุดคือ ‘การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญา’ ซึ่งมีข้อดีที่ทำให้ศิลปินมีกรรมสิทธิ์ในเพลงของตัวเอง และได้ค่าลิขสิทธิ์อย่างน้อยครึ่งหนึ่งจากรายได้ส่วนนี้

ทั้งนี้นอกจากการทำสัญญากับค่ายเพลงแล้ว อีกเทรนด์ที่ศิลปินยุคนี้นิยมคือ การจับมือทำธุรกิจพร้อมออกซิงเกิลใหม่และทัวร์กับแบรนด์สินค้านั่นเอง

 
แบรนด์สินค้ารองเท้ายอดฮิตอย่าง Vans คือแบรนด์ที่บุกเบิกการเซ็นสัญญากับศิลปินและต่อยอดเป็นแคมเปญคอนเสิร์ตยอดฮิตอย่าง Vans Warped Tour

แบรนด์สินค้ารองเท้ายอดฮิตอย่าง Vans คือแบรนด์ที่บุกเบิกการเซ็นสัญญากับศิลปินและต่อยอดเป็นแคมเปญคอนเสิร์ตยอดฮิตอย่าง Vans Warped Tour

 

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนมีแพลตฟอร์มล้านแปดในการนำเสนอตัวเอง เราสามารถพบเห็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมากมายที่เปิดโอกาสให้คนที่อยากเป็นศิลปินมืออาชีพได้แสดงของท่ามกลางคนเป็นพัน ใน SoundCloud มีเพียงไม่กี่คนที่แผนกคัดสรรและพัฒนาศิลปินในค่ายเพลงจะเห็นแววและชวนไปเซ็นสัญญา บางครั้งคนที่เห็นเสน่ห์และความสามารถของนักร้องหน้าใหม่พบก่อนเลยเป็นแบรนด์สินค้า

บริษัทให้คำปรึกษาด้านการตลาด IEG ให้ข้อมูลว่าในปี 2017 การตลาดประเภทสนับสนุนดนตรี (Music Sponsorships) มีมูลค่าพุ่งสูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

คาลิด (Khalid) นักร้องนักแต่งเพลงวัย 19 เป็นตัวอย่างของศิลปินที่โด่งดังผ่านการตลาดของแบรนด์ เขาเซ็นสัญญากับแบรนด์เสื้อผ้า Forever 21 และกลายเป็นฟร้อนท์แมนของแคมเปญ F21xMusic ผลลัพธ์นับว่าวินวินทั้ง 2 ฝ่าย เพราะ Forever 21 ก็ได้อวดเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ผ่านการพาคาลิดไปแสดงทัวร์ตามสถานที่ต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ชื่อของคาลิดก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะได้งบของ Forever 21 มาช่วยโปรโมท ส่งผลให้เขาเข้าตาและได้เซ็นสัญญากับค่าย RCA ในภายหลัง

 
01-Khalid-forever21-press-billboard-1548.jpg
 

และไม่จำเป็นต้องเป็นศิลปินหน้าใหม่เท่านั้น รุ่นเก๋าเจ้าของเพลงฮิตหลากหลายทั้ง Lean On หรือ Cold Water อย่างเหล่าดีเจ Major Lazer ก็เลือกที่จะจับมือกับแบรนด์สินค้าเพื่อโปรโมทเพลงของตัวเองเช่นเดียวกัน

ดิปโพล หนึ่งในดีเจหลักของ Major Lazer เคยให้สัมภาษณ์กับบิลบอร์ดว่า พวกเขาเลือกทำสัญญากับบริษัท Bacardi ผู้ผลิตเหล้ารัม เพื่อโปรโมทซิงเกิลสไตล์แดนซ์ฮอลล์ Front of the Line การจับมือกันของทั้งคู่ทำให้ได้ประโยชน์ทางการตลาดไปกันทั้ง 2 ฝ่าย ฝั่งศิลปินก็มีข้อได้เปรียบในเรื่องการตลาดเพื่อโปรโมทเพลงใหม่จากงบของ Bacardi ในขณะเดียวกัน แบรนด์สินค้าเองก็ได้ประโยชน์จากการเป็นที่รู้จักกว้างขวางและภาพลักษณ์ของศิลปิน โดยบริษัทใช้วิธีการพาทีม Major Lazer ไปขึ้นแสดงตามที่ต่าง ๆ และแน่นอนว่ากลุ่มคนดูของ Major Lazer ส่วนใหญ่ก็ชื่นชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อยู่แล้ว ยังไงพวกเขาก็ไม่พลาดซื้อผลิตภัณฑ์ของ Bacardi มาอัพฟีลระหว่างการแสดงแน่นอน

 
053017-music-major-lazer-bacardi-sound-of-rum-1.jpg
 

ในปัจจุบันที่มีศิลปินหน้าใหม่รอจะโชว์ของอีกมากมาย พวกเขาหลายคนล้วนต้องการอิสระและไม่อยากผูกสัญญากับค่ายเพลงที่พวกเขาไม่สามารถเป็นเจ้าของผลงานตัวเองได้ จึงนับเป็นการเปิดโอกาสให้กับการตลาดประเภทสนับสนุนดนตรี เพราะแบรนด์สามารถทำสัญญากับศิลปินได้โดยตรงโดยไม่ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ค่ายเพลง และศิลปินเองก็ยินดี เพราะได้งบมาโปรโมทเพลงโดยไม่ต้องผูกติดสัญญานานหลายปี

อย่างไรก็ตาม เทรนด์การทำสัญญาดังกล่าวยังไม่ค่อยแทรกซึมเข้ามาในประเทศไทยเท่าไหร่นัก อย่างมากก็แค่เป็นพรีเซนเตอร์ให้เฉย ๆ เพราะศิลปินไทยส่วนใหญ่ยังคงเลือกทำสัญญากับค่ายเพลงเป็นหลัก หรือไม่เช่นนั้นก็จะทำการตลาดและโปรโมทวงด้วยตนเองโดยอาศัยช่องทางของสื่อออนไลน์เข้ามาช่วย แต่ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจจะเกิดปรากฏการณ์ที่แบรนด์สินค้าค้นหาและจับศิลปินหน้าใหม่มาเซ็นสัญญาออกซิงเกิลก็เป็นได้ ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าการทำแคมเปญโฆษณา แถมศิลปินส่วนใหญ่ก็มีคาแรคเตอร์และกลุ่มแฟนคลับที่ชัดเจน หากแบรนด์เลือกทำสัญญาถูกคน ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะเกิดในกลุ่มเป้าหมายที่ตรงจุดและตรงใจผู้บริโภคมากขึ้นก็เป็นได้







G Village Team
Creative Community open for creative+artist to meet with Brand owners to inspire the ideas, co-creating and producing creative works ( Design I TV I Vdo I Web+Mobile I Photography )with full ranges of facilities and equipments support in one roof.