การเดินทางของ "แหวนวง(ศ์)ใหญ่"

G VIllage Team


ค่ำคืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ได้เกิดปรากฏการณ์บนเฟซบุ๊คประเทศไทย เมื่อเหล่าชาวเน็ตกดแชร์โพสต์ “ไปทำอะไรมา..ถึงได้หนีมาคนเดียว” ถึงสามพันแชร์ในเวลาเพียงหนึ่งคืนเท่านั้น

 
27356186_325567971283020_111361889258641095_o.jpg
 

มันเป็นภาพถ่ายราวกับถูกจับช่วงเวลามาจากภาพยนตร์ชั้นดีสักเรื่อง โดยมีพระ-นางเป็นภาพวิวของประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วยบทสนทนาที่ดำเนินผ่านตัวอักษรเป็นซับไตเติ้ลด้านล่าง ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางคนเดียวของหญิงสาวคนหนึ่ง กับใครสักคนในห้วงความคิด

ผู้อยู่เบื้องหลังชัตเตอร์จากกล้อง  Canon 6D นั้น บัดนี้กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าของเรา “แหวน - ณัชชา วงศ์ใหญ่” พร้อมเล่าเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพแสนเหงาให้เราได้ฟัง

 

เริ่มถ่ายรูปครั้งแรกตอนไหน ?

ตอนเด็กๆ เราโตมากับคนที่ถ่ายรูปตลอด พ่อเราเองก็ชอบถ่ายรูป และตาก็เราชอบเที่ยวและชอบถ่ายรูปด้วย เราเห็นว่าเวลาเที่ยว ตาก็จะถ่ายรูปยายอย่างเดียวเลย กล้องตาจะมีแต่ยายเป็นปกตลอด รู้สึกว่าเป็นความสัมพันธ์ที่เราชอบมาก เราก็เลยชินกับการถ่าย Portrait เพราะเราชอบจับจังหวะของคน และช่วงเวลาขณะนั้น ส่วนพ่อก็จะถนัดถ่ายรูปต้นไม้ ดอกไม้ ในอัลบั้มเขาก็จะใช้กล้องฟิล์มถ่ายดอกไม้ แต่ที่บ้านไม่มีใครเรียนฟิล์มโดยเฉพาะเลย มีลุงเป็นตากล้อง แต่จริงๆ เขาเรียน Food-Sci และมีงานอดิเรก คือ ถ่ายรูป

ส่วนเรา เราเริ่มต้นถ่ายรูปเองมาตั้งแต่ช่วง ม.ปลาย - ตอน ม.4 ม.5 เราเล่นกล้องดิจิตัลมาก่อน เพราะเมื่อไหร่ที่เราเอากล้องมาโรงเรียน เราก็จะมีเรื่องคุยกับเพื่อน พอโตขึ้นคุณตาเลยยกกล้อง DSLR ให้ ตอนนั้นรู้สึกว่าถ่ายรูปกล้องตัวใหญ่ๆ มันเท่มาก แล้วก็เริ่มถ่ายรูปให้เพื่อน อย่างเวลามีงานโรงเรียนก็จะถ่ายให้ และเริ่มมีมุมมองว่าเพื่อนเราสวยมุมนี้เนอะ เหมือนกลายเป็นตากล้องประจำกลุ่ม พอเข้าคณะ (นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ก็ยังเป็นตากล้องอยู่ อย่างเวลามีงานคณะเราก็จะเอากล้องมา ทำให้ได้ฝึกเยอะขึ้น ประกอบกับเราชอบเที่ยว โชคดีที่ที่บ้านชอบไปเที่ยวมาก เราก็อยากได้รูปที่สวยๆ แบบไว้ลงในไอจี ก็เลยฝึกเรื่อยๆ

เราเองก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าอยากเป็นตากล้อง แต่เราแค่มีความสุขเวลาได้ Capture จังหวะของใครสักคน เหมือนเป็น Mission ของเราเลย - เราจะไม่บอกให้ใครทำหน้าหรือโพสต์ท่าทางแบบนั้นใหม่ แต่เราจะรอจนกว่าเขาจะทำแบบนั้นอีกครั้งนึง

 
21369391_269146450258506_6179389140004633179_n.jpg
 

 

จุดเริ่มต้นของการทำเพจคือตอนไหน ?

จริงๆ เคยเปิดเอาไว้ลงรูปเวลามีงานคณะ สักปีสองปีสามที่เราเป็น Staff รับน้อง ก็จะถ่ายรูปเฟรชชี่ส่งไปให้เพื่อนลง ส่วนเพจอันล่าสุดเราเปิดเอาไว้ช่วงใกล้ๆ เรียนจบ เปิดเอาไว้ลงรูปเที่ยวแบบนานมาแล้ว แล้วก็ลงบันทึกที่ไปเป็นครูอาสา เราไม่ได้กะว่ามันจะเป็นเพจไว้ลงรูปอย่างเดียว แต่อยากลงแชร์เรื่องเป็นครูอาสา เพราะเราอยากแชร์เรื่องที่เราไปดูแลเด็กๆ ที่โรงพยาบาลมา จนตอนนี้ก็ยังไปอยู่ทุกสัปดาห์ เพราะเป็นโปรเจค 4 เดือน

 

มิสชั่นของแหวนกับการเป็นครูอาสาคืออะไร ?

หลักๆ มันคือชื่อกิจกรรมศิลปะเด็ก คือ เราจะไปหากิจกรรมให้เด็กๆ ที่เป็นคนไข้โรคเลือดและโรคมะเร็งได้ทำ ซึ่งเด็กเขาจะมีความเจ็บและไม่อยากไปโรงพยาบาล ทำให้หงุดหงิดและร้องไห้โวยวาย แต่พอเขาได้ลองทำศิลปะ ใจเขาก็จะนิ่งขึ้น มันก็จะมีบางเคสที่เราอยู่กับเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่มาทำคีโม เราก็จะเห็นเขานิ่งขึ้น ทำใจได้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวเด็กนะ แต่ตัวพ่อแม่เองก็ด้วย

           

ทำไมถึงเลือกการเดินทางครั้งต่อไปด้วยการไปเรียนศิลปะบำบัดที่แคนาดา ?

การเรียนฟิล์มเหมือนเป็นศิลปะอย่างนึงอยู่แล้ว และเรามองว่าเราทำอะไรได้มากกว่าการเป็นตากล้องฟรีแลนซ์ นักเขียนฟรีแลนซ์หรือออกกอง คือเราอยากช่วยคนอื่น ทำงานศิลปะ แล้วก็เลี้ยงตัวเองไปด้วย.. เราได้เรียนรู้จากตอนเข้าโรงพยาบาลว่ายามันไม่ได้รักษาคนได้ มันมีอะไรมากกว่ายา มันมีอะไรมากกว่าหมอ มันไม่ใช่แค่เรื่องของยาทางจิต แต่มันต้องมีการฮีลลิ่งสักอย่าง ก็เลยเลือกเรียนศาสตร์นี้

 
38017736_425291921310624_4388432961251311616_o.jpg
 

 

การถ่ายรูปสำหรับแหวนคืออะไร ?

เราเชื่อว่าการถ่ายรูปคือศิลปะการเล่าเรื่อง และเป็นการพูดอย่างหนึ่ง ภาพมันพูดได้ในหลายๆ มุม บางทีกลับมาดูรูปแล้วรู้สึกว่า ทำไมเวลามางานคณะเราสแนปบางจังหวะทัน นั่นเพราะบางจังหวะเราอยากอยู่ในเฟรมนั้นแต่เราอยู่ไม่ได้ กลายเป็นว่าเราถ่ายไว้ แล้วสแนปว่าเวลาคนในรูปได้อยู่ด้วยกันแล้วมันดีมากเลย เราเลยรู้สึกว่ามันเป็นของขวัญให้เขา

 

ตัวตนของเราด้านไหนที่อยู่ในรูปถ่าย

ภาพทำให้เราดื้อได้เต็มที่ เราเล่นอะไรกับมันก็ได้ จะใส่สีจัด จะคอนทราสต์หนักขนาดไหนก็ได้ มันเป็น Space ที่ทำให้เราเอาแต่ใจได้เต็มที่ โดยที่ไม่ต้องสนใจว่ามันสวยหรือไม่สวย คนอื่นอาจจะมองเห็นว่าเป็นสีหนึ่ง แต่เรากลับมองเห็นเป็นอีกสีหนึ่ง เราคิดว่ามันเป็นการแสดงความเห็นอย่างนึงนะ.. ว่าเราเห็นท้องฟ้าสีนี้ ใบไม้สีนี้ มันไม่มีใครค้านเรา ทุกคนยอมรับได้ว่านี่คือภาพของเรา

 

เราให้ความสำคัญกับอะไรในภาพของเรา

อย่างช่วงนี้ เราจะถ่ายโทนมืดมั้ง ล่าสุดที่ไปสิงคโปร์ก็จะเป็นโทนมืด เป็นวิวส่วนใหญ่ เหมือนเราชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ป้ายนีออนข้างทาง ก็จะหยุดถ่ายคนเดียว มันเป็นอะไรที่เล็กๆ แต่หาวิวแบบนี้ที่กรุงเทพไม่ได้ อย่างอุโมงค์ที่สิงคโปร์คือชอบมาก คือเราชอบอะไรที่ได้สังเกต

 
27709360_325568564616294_7841042184777219702_o.jpg
 

ตกลง“ไปทำอะไรมา..ถึงได้หนีมา(ถ่ายรูปลงเพจ)คนเดียว”

เราอยากออกจาก Comfort Zone แล้วเราก็รู้สึกว่าถ้าเราจะไปอยู่เมืองนอกคนเดียวจริงๆ เราควรจะเริ่มไปที่ไหนสักที่นึงด้วยตัวเราเองก่อน มันเพิ่งเรียนจบด้วย เราเลยอยากไปสักที่คนเดียว รู้สึกว่าการไปไหนมาไหนคนเดียวเราได้เจอตัวเองในหลายมุมมากขึ้น เราจะได้รู้ว่าเราเจอปัญหานี้แล้วเราจะทำยังไง

           

ทำไมถึงเลือกไปญี่ปุ่น

เพราะเราจะคุยกับใครไม่รู้เรื่องจริงๆ มันจะหายากมากๆ ที่คนญี่ปุ่นจะพูดภาษาอังกฤษ

 

ทำยังไงถึงได้สามพันแชร์ในหนึ่งคืน

จริงๆ รู้สึกว่าฟลุคมาก เพราะเราไม่ได้คิดว่าคนจะแชร์เยอะขนาดนี้ อาจเป็นเพราะว่าไม่เคยมีคนทำภาพแบบนี้ในแง่ที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว แบบไม่ใช่โฆษณา ซึ่งไอเดียเรามาแบบที่เรา คิดไม่ออกด้วยนะว่ามันมาได้ไง

คือเราเป็นคนว่างไม่ได้ ถ้าว่างปุ๊บจะแบบ.. ทำไมไม่มีอะไรทำ เราก็เลยเริ่มแต่งรูป แล้วถามเพื่อนว่าลงยังไงดี

ทีนี้เวลาที่เราเลือกประโยคให้แต่ละรูป เราจะคิดว่าตอนนั้นเรารู้สึกอะไร และถ้าเราคุยกับใครสักคนเราจะอยากบอกกับ เขาว่ายังไง - เราคงอยากบอกเขาว่าเราเจอสิ่งนี้มานะ เราหลงนะ ต่อให้ใครกลับมาอ่านเขาก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเราคุยกับใคร แต่เราก็จะรู้อยู่ดีว่าเราคุยกับใครอยู่

           

ดังนั้นแคปชั่นมันคือฟิคชั่นใช่ไหม

มันคือกึ่งฟิคชั่น เพราะถ้าเราพูดคนเดียวทั้งอัลบัม มันจะไม่ใช่การสื่อสาร ตอนแรกก็คิดว่าหรือคุยกับตัวเองดี แต่ก็ค่อยๆ วางไลน์ พอจบ EP. แรกก็เลยรู้ว่าจริงๆ เรามีคู่สนทนาอยู่ในสายที่เรานึกถึง แล้วอยากไปเล่าให้เขาฟัง

 
27368329_325568567949627_4472673606918142897_o.jpg
 

 

แล้วได้เล่าไหม

ไม่ได้เล่า เราไม่ได้อยากให้เขารู้ขนาดนั้นว่าเราคิดถึงเขา เหมือนกลับไทยก็ไม่มีอะไรแล้ว แค่อยู่ตรงนั้นแล้วนึกถึงเฉยๆ

 

จากเพจที่เริ่มโปรเจคนี้ กุมภาฯ จนถึงตอนนี้ เราเห็นลูกเพจเราเป็นยังไงบ้าง

เขาจะเหมือนในโซเชียลทั่วไป คิดว่าเจ้าของเพจเรียกว่าแอด มองว่าถ้าลงแบบนั้นเขาต้องลงแบบนั้นไปตลอด ซึ่งเราไม่เป็นแบบนั้น เราก็เลยรู้สึกว่าไม่ต้องทำคอนเทนต์ตามใจใคร เราอยากลงเท่าที่ต้องการจะลง เราอยากเก็บไว้เป็นโซนที่ต้องการอยากระบาย แต่อย่างหนึ่ง.. คือเขาดูเจ็บช้ำกันมา แบบคนเจ็บมารวมกันตรงนี้ (หัวเราะ) อะไรที่ลงคอนเทนต์ฟีลกู้ด คนจะไม่แชร์นะ แต่ถ้าลงอะไรเศร้าๆ คนจะแชร์กัน

 

อะไรเป็นแรงผลักดันให้เราทำเพจต่อไป

อาจเป็นเพราะเรายังเที่ยว ยังมีความคิดเห็นกับหลายเรื่องอยู่ เราอยากมีพื้นที่ไว้ลงรูปที่เราอยากลง และเล่าเรื่องที่เราอยากเล่า

 
27500222_325568754616275_2777151325465911007_o.jpg
 

 

คิดว่าจะทำเพจต่อไปอีกนานแค่ไหน

ถ้าไปเรียนต่อคงไปอัพรูปว่าวันนี้ไปเจอวิวอะไรมา เราไม่รู้ว่าไลฟ์สไตล์เราจะเปลี่ยนเมื่อไหร่ อีกนิดเราอาจจะมองว่าพื้นที่นี้ไม่ปลอดภัยแล้ว มันเปลี่ยนได้ตลอด เราไม่ได้เป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้วยมั้ง เราเลยไม่ได้คาดหวัง มันไม่มีแพลน แต่ทุกอย่างมันจะโตไปพร้อมๆ กับเรา

 







G Village Team
Creative Community open for creative+artist to meet with Brand owners to inspire the ideas, co-creating and producing creative works ( Design I TV I Vdo I Web+Mobile I Photography )with full ranges of facilities and equipments support in one roof.