การตลาดบน Facebook ที่เปลี่ยนไป และสิ่งที่นักการตลาดควรเตรียมตัวรับมือ

G VIllage Team

 
access-app-application-267399.jpg
 

Facebook ในฐานะผู้ให้บริการ Platform เจ้าหนึ่ง เว็บไซต์ที่ในปัจจุบันแทบไม่มีใครจำได้แล้วว่ามันถูกสร้างขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี2004 จากความตั้งใจเพียงอยากจะเชื่อมโยงเหล่านักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย Harvard เข้าด้วยกัน ใครจะไปนึกว่าเวลาผ่านไปเพียง 5 ปี Platform ชื่อดังนี้จะกลายมาเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้มากถึง 2.2 พันล้านคนต่อเดือน

 

เป็นเรื่องธรรมดามากหาก Facebook จะมีการเติบโตและพัฒนามากขึ้นในอีก 5 ปี 10 ปี หรือมากกว่า 15 ปีข้างหน้า ซึ่งการเติบโตนี้ทำให้นักการตลาดต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของ Facebook ด้วยเช่นกัน

 

ย้อนกลับไปยังเดือนมกราคมที่ผ่านมา Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ได้โพสต์ข้อความบนหน้าวอลล์ส่วนตัว กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตของ Facebook ว่า

 

“Facebook จะมีการอัพเดทครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถเห็นข้อความจากเพื่อนและครอบครัวบนฟีดได้
มากขึ้น ในขณะที่ข้อความจากเพจสาธารณะจะถูกปรับลดการมองเห็นลง ซึ่งการปรับปรุงอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ได้ถูกจับตามองจากสื่อมากมาย หรืออาจกล่าวได้ว่า ความจริงแล้ว Facebook เป็น Platform ที่ไม่ว่าจะก้าวไปทางไหนก็จะถูกสื่อจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดเสมอ”

 

ในวันที่ 25 เมษายน Facebook ได้ออกมาประกาศความเปลี่ยนแปลงของ API บนหน้า Blog ของนักพัฒนาซอฟท์แวร์ ใจความว่า

 

“การอนุญาตเข้าถึงข้อมูลสาธารณะของผู้ใช้จะถูกยกเลิก โดยการอนุญาตดังกล่าวหมายถึงการอนุญาตให้ แอปต่างๆ สามารถเข้าถึงการข้อความของผู้ใช้บน Facebook เสมือนการล็อคอินเข้าใช้งาน ซึ่งแอปที่ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่สามารถเข้าถึงสิทธินี้ได้  และแอปที่สร้างขึ้นก่อนวันประกาศจะยังคงได้รับอนุญาตในการดำเนินการต่อไปจนถึงวันที่ 1 สิงหาคนนี้”

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และ Platform ต่างๆ อาทิ Buffer จะไม่สามารถโพสต์เนื้อหาในนามของของโปรไฟล์ Facebook ส่วนบุคคลได้อีกต่อไป และการเปลี่ยนแปลงนี้ยังหมายความว่า API ของ Facebook จะถูกปรับให้สอดคล้องกับ Instagram มากชึ้น ซึ่งหมายความว่าต่อไปนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะสามารถโพสต์โปรไฟล์ธุรกิจและหน้าเว็บไซต์ได้เพียงหน้า Facebook และ Instagram เท่านั้น

 

ซึ่งทีม Buffer เชื่อว่าสิ่งนี้แสดงออกอยากชัดเจนเลยว่า Facebook ต้องการให้บุคคลอื่นเข้ามาใช้งานผลิตภัณฑ์ในเครือของตน (Instagram, Facebook, Messenger, Whatsapp) และต้องการให้ผู้ใช้อื่นๆ ใน Platform ได้มีส่วนร่วมในการโพสต์ อ่านหรือมีส่วนร่วมกับเนื้อหาต่างๆมากขึ้น

 

แล้วสิ่งนี้เกี่ยวกับการทำธุรกิจบน Facebook อย่างไร?

 

การเปลี่ยนครั้งนี้ดูเหมือนว่า Facebook ต้องการสนับสนุนให้แบรนด์หรือเพจต่างๆ หันมาแบ่งปันเนื้อหาข่าวสารที่มีคุณภาพแก่ผู้บริโภคมากขึ้น และยังจะสนับสนุนเครื่องมือของบุคคลที่สาม เช่น Buffer ในฐานะที่เป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกแก่ธุรกิจต่างๆ ในการสร้าง วางแผน เผยแพร่ และวิเคราะห์การแสดงผลและประสิทธิภาพของเนื้อหาต่างๆ

 

ซึ่งทีมงานของเราเชื่อว่าการอัปเดตในครั้งนี้จะทำให้ Facebook มีสภาพแวดล้อมที่ “ดี” ต่อธุรกิจและบุคคลต่างๆมากขึ้น

 

แล้วสิ่งนี้เกี่ยวข้ออะไรกับการตลาดบน Facebook ล่ะ ? วันนี้เราจะมาพูดถึง 2 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้กัน

 

1. โพสต์จะได้รับ Organic reach น้อยลง

 

ภาพรวมแล้วสิ่งนี้อาจทำให้การตลาดบน Facebook ให้ความรู้สึกเหมือนกับการทำการตลาดประเภท Search Engine มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ Organic reach บน Facebook จะลดลง

 

โดยคอนเทนต์ที่ดีบางอย่างบน Facebook ในตอนนี้จะยังคงเข้าถึงกลุ่มผู้ชมแบบ Organic ได้อยู่
(คล้ายคลึงกับระบบ  Keyword ของ Google) ซึ่งการเข้าถึงในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นกับคอนเทนต์ที่(เห็นว่า)ดีที่สุดเพียง 1-2% เท่านั้น

 

ซึ่งคอนเทนต์ที่ไม่ได้ถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มคอนเทนต์ดังกล่าว Facebook ยังคงเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่ด้วยการใช้บริการการโฆษณาบน Facebook หรือ Facebook Advert โดยผู้ใช้สามารถกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพเหมือนกับระบบ Keyword ของ Google

 
acer-computer-device-6168.jpg
 

 

2. คอนเทนต์จะกลายเป็นเป้าหมายใหม่ในการทำการตลาด

 

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของแบรนด์ที่จะเริ่มคิดถึงการทำคอนเทนต์แบบเป็นตอนๆ หรือซีรีส์มากขึ้น ซึ่งการทำคอนเทนต์ประเภทนี้จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถมองเห็นและมีส่วนในร่วมในคอนเทนต์ดังกล่าวในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา

 

เหมือนกับคนที่ตั้งใจจะเปิด Netflix เพื่อตามหาซีรีส์เรื่องโปรดของพวกเขา เช่นเดียวกันกับผู้คนบน Facebook พวกเขาจะเริ่มมองหาคอนเทนต์ที่ดีที่สุดบน Facebook เช่นกัน

 

ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวของ The Ringer’s NBA Desktop ซึ่งมีแฟนบาสเกตบอลจำนวนมากมุ่งหน้าสู่ Facebook Page ของพวกเขาเพื่อเข้าชมรายการแข่งตอนล่าสุดทุกวันอังคาร และวันศุกร์ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตามการทำคอนเทนต์แบบตอน ไม่ได้หมายความถึงคุณจำเป็นต้องผลิตวิดีโอระดับ High-end แต่คุณสามารถทำเป็นรายการง่ายๆ บน Facebook Live ซีรีส์ของรูปภาพ หรือคำถามประจำวันแทนได้เช่นกัน

 

ดังนั้นนักการตลาดจำเป็นต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้คอนเทนต์ของคุณน่าสนใจมากขึ้น เกือบจะเรียกได้ว่ามันคือ Inbound Marketing 2.0” ก็ว่าได้

 

คำถามต่อมาคือคุณจะเปลี่ยนจากคอนเทนต์ที่ดูรกรุงรังในฟีด กลายเป็นคอนเทนต์ที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไร ? และนี่แหละคือความท้าทายบทใหม่ของเหล่านักการตลาด Social Media

ที่มา : Buffer Social

 

 


Tags : facebook





G Village Team
Creative Community open for creative+artist to meet with Brand owners to inspire the ideas, co-creating and producing creative works ( Design I TV I Vdo I Web+Mobile I Photography )with full ranges of facilities and equipments support in one roof.